เครื่องมือที่ดีต้องมาพร้อมกับระบบการทำงานที่ชัดเจน
บทความนี้พูดถึงปัญหาที่ผมพบบ่อยในธุรกิจคือการซื้อเครื่องมือมาแก้ปัญหา โดยที่ยังไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เพราะถ้าระบบการทำงานยังไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือไหน ก็ยังเจอปัญหาเดิม ๆ
สำหรับหลาย ๆ เคสที่ผมได้เข้าไปปรึกษา ลูกค้ามักจะเริ่มด้วยคำถามว่า ”เครื่องมือ” อะไรจะช่วยแก้ปัญหาที่ผมเจออยู่ได้บ้าง และพวกเขาจะเริ่มพูดถึงเครื่องมือที่ได้รับความสนใจ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่น
- AI จะช่วยให้การทำงานผมดีขึ้นไหม?
- OCR จะช่วยให้บัญชีสามารถทำงานได้ไวขึ้นไหม?
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดที่เราจะเริ่มด้วยคำถามแบบนี้ แต่บางครั้งผมอยากให้ย้อนกลับไปทำความเข้าใจปัญหาให้ดีก่อนว่าสิ่งนี้เกิดจากอะไรและมี “ระบบการทำงาน” อย่างไร?
เพราะบางครั้งเมื่อเราย้อนกลับมาทำความเข้าใจปัญหาจริง ๆ มันจะสามารถแก้ด้วย “ระบบการทำงาน” ที่ชัดเจนมากกว่าการใช้ ”เครื่องมือ” ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงเวลานั้น ๆ
ถ้าไม่มี “ระบบการทำงาน” ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะซื้อ “เครื่องมือ” อะไรมาก็ยังเจอปัญหาแบบเดิม ๆ
ซึ่งปัญหานี้ค่อนข้างจะเป็นทั่วไปที่พบได้บ่อย ๆ ในธุรกิจ เราลองมาหาคำตอบในบทความนี้กันครับ ว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ได้บ้าง
🔍 เครื่องมือที่ดี ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อ “ระบบการทำงาน” ชัดเจน
ลองคิดแบบนี้ครับ ถ้าวันนี้คุณมีตู้เสื้อผ้าที่ทุกอย่างถูกจัดอย่างไม่เป็นระเบียบ คุณก็เลยแก้ปัญหาด้วยการซื้อตู้เสื้อผ้าที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมมา เพราะคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เจอได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
เสื้อผ้าก็ถูกจัดอย่างไม่เป็นระเบียบเหมือนเดิม แค่ไปอยู่ในตู้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ธุรกิจก็เหมือนกันครับ ถ้า “ระบบการทำงาน” ยังไม่ชัดเจน การเอาเครื่องมือเข้ามาช่วยก็จะได้ผลลัพธ์เดียวกันคือมีเครื่องมือเพิ่มแต่ปัญหาเดิมก็ยังอยู่
🗺️ ปัญหาจริง ๆ มักไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ
จากที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับหลาย ๆ ธุรกิจ ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดคือ
ซื้อ “เครื่องมือ” เข้ามาแล้ว แต่ทำไม “พนักงาน” ไม่ยอมใช้
ซึ่งก็เป็นประโยคที่ฟังดูง่าย ๆ แต่เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ง่ายเลยนะครับ เพราะสาเหตุของปัญหานี้มันมีหลายปัจจัยมาก ๆ ลองมาดูกันครับว่าสาเหตุหลัก ๆ มีอะไรบ้าง
-
ไม่รู้ว่ากระบวนการทำงานจริง ๆ คืออะไร?
ก่อนที่เราจะเลือกเครื่องมือในการแก้ปัญหา เราต้องรู้ก่อนว่า “ระบบการทำงาน” ที่มีอยู่มีขั้นตอนอย่างไร เพราะเครื่องมือแต่ละอย่างถูกสร้างให้มาเพื่อแก้ไขปัญหาคนละอย่าง
-
คนอยากได้ไม่ได้ใช้ ส่วนคนใช้ไม่ได้อยากได้
บ่อยครั้งที่เจ้าของธุรกิจเป็นคนไปหาเครื่องมือมาแล้วสั่งให้ทีมใช้ แต่ทีมไม่ได้เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ และใช้แล้วได้อะไร ผลลัพธ์คือพอใช้ไปสักพักก็กลับไปทำงานด้วยเครื่องมือที่เคยใช้
ตัวอย่างที่บอกไปเป็นเพียงปัญหาเบื้องต้นที่พบได้บ่อย ๆ แต่ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก ซึ่งในธุรกิจของแต่ละคนจะเจอปัญหาที่ต่างกัน และบ่อยครั้งที่เจ้าของธุรกิจไปเจอเครื่องมือใหม่ ๆ ที่เขามาแชร์ไอเดียว่า “เครื่องมือนี้ผมลองใช้ ลดการทำงานไปได้เยอะเลย” ตัวเราก็คงเกิดไอเดียว่าถ้าเรานำมาใช้บ้างมันจะต้องดีมากแน่เลย
แน่นอนครับว่าเราก็ซื้อเครื่องมือนั้นทันที และส่งให้พนักงานทดสอบ และเมื่อเวลาผ่านไปเราจะถามความเห็นว่าเครื่องมือเป็นอย่างไรบ้าง? โดยส่วนใหญ่พนักงานก็จะตอบว่า
เครื่องมือนั้นมันไม่สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานจริง ๆ เลยไม่ได้ใช้ต่อ
🪜 ข้อควรรู้ก่อนซื้อเครื่องมือเข้ามาช่วย?
เครื่องมือแต่ละอันเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาคนละอย่าง ซึ่งเราคงต้องถามตัวเองก่อนว่าปัญหาที่กำลังเจออยู่สาเหตุจริง ๆ มาจากอะไร? โดยมีคำถามง่าย ๆ ดังนี้
- ตอนนี้มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร?
- ปัญหาจริง ๆ คืออะไร?
- เครื่องมือที่จะใช้แก้ปัญหาขั้นตอนไหนได้บ้าง?
เมื่อคุณตอบตัวเองได้ครบทั้ง 3 ข้อ ก็ต้องไปถามคนที่ทำงานนั้นอยู่จริง ๆ ว่าถ้ามีเครื่องมือนี้เข้ามาจะสามารถช่วยการทำงานของเขาได้ไหม? ถ้าได้ก็ไม่มีอะไรต้องลังเลครับ แต่ถ้าไม่ ค่อย ๆ คุยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
🚀 สรุปคือ เครื่องมือที่ดี ต้องมาพร้อมกับ “ระบบการทำงาน” ที่ชัดเจน
เครื่องมือที่ดีช่วยให้ธุรกิจทำงานได้เร็วขึ้น ผิดพลาดน้อยลง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และมันจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อ “ระบบการทำงาน” ของธุรกิจชัดเจน
ดังนั้นก่อนที่จะซื้อเครื่องมืออะไรก็ตาม ลองกลับมาถามตัวเองก่อนครับว่า
เรารู้จริง ๆ ไหมว่า “ระบบการทำงาน” ของเราตอนนี้เป็นอย่างไร และปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
ถ้าตอบได้ชัด เครื่องมือที่ซื้อมาจะช่วยได้จริง ถ้าตอบยังไม่ได้ การกลับมาทำความเข้าใจ “ระบบการทำงาน” ก่อนอาจแก้ปัญหาได้มากกว่าการซื้อเครื่องมือใหม่ครับ